วัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร
ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างแน่ชัดในเอกสาร แต่เมื่อพิจารณาจากพุทธลักษณะดั้งเดิมขององค์พระนอน สันนิษฐานทางโบราณคดีวิทยาได้ว่าสร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (ก่อน พ.ศ. 1893) สอดคล้องกับตำนานพื้นบ้านที่กล่าวถึงการบูรณะในยุคท้าวอู่ทอง
ในศุภมัสดุพงศาวดารระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. 2297 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการและทรงพระราชดำริว่าองค์พระชำรุดทรุดโทรมมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์องค์พระนอน ตลอดจนสร้างพระวิหาร พระอุโบสถ และเสนาสนะขึ้นใหม่ และเสด็จฯ มาสมโภชฉลองอีกครั้งในปี พ.ศ. 2299
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ. 2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เสด็จประพาสและทรงพบว่าพระวิหารเดิมชำรุดหักพังลงมาทับองค์พระจนเสียหายหนัก จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2428 โดยสร้างพระวิหารใหม่ครอบองค์พระไว้ดังที่เห็นในปัจจุบัน จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
พุทธลักษณะและศิลปกรรมโบราณ
หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแกนในก่ออิฐและศิลาแลง ปางโปรดอสุรินทราหู ลักษณะการบรรทมเป็นแบบ "บรรทมราบ" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โบราณ (หนุนเขนยทับพระกรขวาที่ทอดเหยียดขนานไปกับพื้นค่อนข้างมาก แขนไม่ได้ตั้งชันรับพระเศียรเหมือนพระนอนในยุคหลัง) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทอดไปตามพระวรกาย พระบาททั้งสองซ้อนทับกันตรงเป๊ะ
ปูชนียวัตถุสำคัญภายในพระวิหาร
ตำนานและเกร็ดความเชื่อ
ตามตำนานเมืองระบุว่า "สิงหพาหุ" ผู้มีใจบาปพลั้งมือฆ่าบิดาที่เป็นสิงห์ ได้สร้างพระองค์นี้ขึ้นเพื่อไถ่บาปกรรม โดยหล่อทองคำแท่งหนาเท่า 3 กำมือ ยาว 1 เส้น เป็นแกนใน ก่อนที่ท้าวอู่ทองจะมาบูรณะครอบไว้ในภายหลัง
นอกจากนี้ ภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ปลูก "ต้นสาละลังกาใหญ่" จำนวนมาก ซึ่งมีความเชื่อท้องถิ่นสืบทอดกันมาว่า หากอธิษฐานจิตต่อหน้าองค์พระนอนเสร็จแล้ว เดินมาตั้งจิตและ "ปรบมือใต้ต้นสาละ" หากดอกสาละร่วงหล่นลงมาในขณะนั้น เชื่อว่าคำอธิษฐานจะสัมฤทธิ์ผล
ศูนย์รวมใจในปัจจุบัน
- สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดสิงห์บุรี แห่งที่ 1
- ศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรม (นักธรรม-บาลี)
- โบราณสถานและศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำคัญ